แม้ในปัจจุบันเราสามารถส่งไฟล์งาน ไฟล์รูป ไฟล์เพลง ผ่านอีเมล หรือจะแชร์ผ่านจาก Cloud Drive ต่าง ๆ เช่น Google Drive , Onedrive , Drobbox ไปให้เพื่อนร่วมงานของเราได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาแฟลชไดร์ฟอีกต่อไป แต่บางองค์กรหรือหน่วยงานยังคงใช้แฟลชไดร์ฟในการรับส่งงานกันอยู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงในการติดไวรัสต่าง ๆ ที่แฟลชไดร์ฟนำพาออกมาติดต่อไปสู่คอมพิวเตอร์ในแต่ละเครื่องได้ง่ายยิ่งกว่า Covid-19 เสียอีก ซึ่ง 1 ในไวรัสที่ได้รับความนิยมที่มากับเจ้าตัวแฟลชไดร์ฟคือ ไวรัสซ่อนไฟล์ วันนี้ทางทีมงาน KODEFIX ได้ยกตัวอย่างวิธีการแก้ไขไวรัสซ่อนไฟล์ หากเกิดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเกิดติดไวรัสซ่อนไฟล์

     ไวรัสซ่อนไฟล์นั้นจะทำการ Copy โฟลเดอร์ทั้งหมดในแฟลชไดรฟ์โดยใช้ชื่อเดียวกันกับไฟล์ที่อยู่ในแฟลชไดรฟของเราและจะทำการซ่อนไฟล์เดิมที่อยู่ในแฟลชไดรฟทั้งหมด ซึ่งหากผู้ใช้งานบางคนไม่ทันสังเกตุเผลอไปคลิกเข้าใช้งานไฟล์ดังกล่าว เครื่องคอมพิวเตอร์หรือแฟลชไดรฟ์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ก็จะโดนไวรัสทำการซ่อนไฟล์ไปด้วย แต่เราก็ยังสามารถสังเกตเจ้าไวรัสซ่อนไฟล์ได้ โดยการสังเกตุที่ไฟล์หรือโฟลเดอร์ในแฟลชไดรฟ์จะถูกเปลี่ยนเป็น Shortcut แทน นั่นหมายความว่าแฟลชไดรฟ์ที่ท่านนำมาเชื่อมต่อนั้น ได้ติดไวรัสซ่อนไฟล์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

วิธีการกำจัดไวรัสซ่อนไฟล์

กด start หรือในคำสั่ง Run และพิมพ์ในช่องค้นหาว่า cmd

จะมีหน้าต่าง Command Promt ขึ้นมา ให้ดูว่าแฟลชไดรฟ์ที่เชื่อมต่ออยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นไดรฟอะไร แล้วพิมพ์ใน Command ตัวอย่างเช่นแฟลชไดรฟที่เชื่อมต่ออยู่แสดงเป็นไดรฟ G ให้พิมพ์ใน Command ไปว่า g: แล้วกด Enter

จากนั้นให้ทำการพิมพ์ว่า attrib -r -s -a -h /d  /s แล้วกด Enter

รอจนกระทั่งหน้าต่าง Command Promt พร้อมใช้งานได้อีกครั้งและทำการเปิดแฟลชไดรฟ์ขึ้นใหม่

จะเป็นว่าไฟล์ของเราที่ถูกไวรัสซ่อนใว้ กู้กลับขึ้นมาใหม่แล้ว

ตัวอย่างไฟล์ที่ติดไวรัส ด้านซ้ายจะเป็นไฟล์ปกติ ส่วนด้านขวาจะเป็นไฟล์ที่ติดไวรัสซ่อนไฟล์ปลอมตัวมา

ส่วนเจ้าตัวไวรัสซ่อนไฟล์ยังไม่หายไปให้เราทำการลบ (ไฟล์ไวรัสจะเป็น Shortcut) เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ไฟล์งานกลับมาอีกครั้ง

** อย่าไปคลิกไฟล์ที่เป็น Shortcut อีกนะ หากเผลอคลิกจะต้องกลับไปทำตั้งแต่แรกใหม่ **