allie smith KzUsqBRU0T4 unsplash scaled

ใคร ๆ ก็ใช้ Video Conference

ในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมานี้เทคโนโลยีการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอ (video conference) นั้นได้แพร่หลายมากขึ้น  องค์กรธุรกิจมีการนำระบบ video conference มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ทำให้การติดต่อระหว่างสาขา การพูดคุยกับลูกค้าต่างประเทศ ให้ผู้บริหาร หรือพนักงานที่ติดภารกิจหน้าที่ ไม่สะดวกที่จะเดินทางมาเข้าประชุม ณ ตอนนั้น สามารถเข้าประชุมพร้อมหน้ากันได้ทันที

และยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ที่ไวรัสโควิด-19 (COVID-19 or Coronavirus) ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก การที่หลาย ๆ องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องใช้นโยบายทำงานที่บ้าน (work from home) เพื่อลดโอกาสการติดต่อ และแพร่ระบาดของเชื้อโรค ทำให้ระบบ video conference กลายมาเป็นอีกหนึ่งโซลูชั่น (solution) ที่มีความสำคัญ สามารถตอบโจทย์ work from home ได้เป็นอย่างดี และกลายเป็นที่นิยมขึ้นมา

ไม่ใช่เฉพาะองค์กรธุรกิจเพียงอย่างเดียว ในแวดวงอื่น ๆ ก็ได้มีการใช้ระบบ video conference ให้เกิดประโยชน์ เช่น ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ก็นำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อให้การเรียนการสอนสามารถดำเนินได้ต่อไปไม่ขาดตอน เพียงแค่มีมือถือ (mobile) แท็บเล็ต (tablet) หรือโน้ตบุ๊ค (notebook) ก็สามารถเข้าร่วมประชุมทางไกลผ่านวิดีโอได้อย่างง่ายดายผ่านอินเทอร์เน็ต (internet)

แล้วจะใช้ Video Conference ตัวไหนดีล่ะ ?

ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ (software) และแอปพลิเคชั่น (application) สำหรับใช้ video conference หลายตัวให้เลือกใช้งาน ซึ่งแต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ซึ่งในวันนี้ KODEFIX ก็ขอแนะนำโปรแกรม video conference ที่ตอนนี้กำลังมาแรง เนื้อหอมสุด ๆ มียอดผู้ใช้งานครบ 200 ล้านคนทั่วโลกไปหมาด ๆ และกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งก็คือ ZOOM นั่นเอง

ZOOM เป็น application ที่ให้บริการสำหรับการประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (internet) สามารถรองรับระบบปฏิบัติการได้หลากหลาย ทั้ง Windows MAC IOS Android และ CLOUD เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหาโปรแกรมสำหรับการประชุมทางไกลโดยเฉพาะ  ด้วย UI (user interface) และ UX (user experience) สุดเจ๋ง ทำให้ ZOOM ได้รับความนิยมจากทั่วโลก

ข้อดีของ Application ZOOM

  • ให้บริการฟรี (free) สามารถดาวน์โหลด และติดตั้ง ใช้งานได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ถึงแม้ว่าเวอร์ชั่น (version) ฟรีนี้จะสามารถใช้งานฟีเจอร์ (feature) ต่าง ๆ ได้ครบทุกอย่าง แต่จะจำกัดเวลาการประชุมได้แค่ 40 นาทีเท่านั้น จริง ๆ แล้วถือว่า 40 นาทีนี้ก็เพียงพอสำหรับการประชุมทั่วไปอยู่แล้ว หรือถ้าจะประชุมยาวจริงๆ สามารถประชุมจนครบ 40 นาที พอการใช้งานตัดไปแล้วเราก็สามารถเริ่มใหม่อีกรอบได้เลย
  • หน้าต่างโต้ตอบกับผู้ใช้งาน (UI or user interface) หรือแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า หน้าตาของโปรแกรมนั่นเอง มันใช้งานง่าย สะดวกสบาย ผู้ใช้ใหม่หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากนักก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก สามารถใช้เป็นได้อย่างรวดเร็ว
  • ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (UX or user experience) แปลให้เข้าใจคือ ประสบการณ์ที่บุคคลหนึ่งมีส่วนร่วมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการของผู้ให้บริการ ให้ความประทับใจแก่ผู้ใช้งานอย่างดีเยี่ยม ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การประชุมสำหรับยุคใหม่โดยเฉพาะ

ซึ่งในเวอร์ชั่นฟรีนั้น มาพร้อมกับคุณสมบัติดังนี้

  • ลงทะเบียน (sign up) ฟรี
  • รองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้มากที่สุด 100 คน
  • การประชุมแบบ 1 ต่อ 1 ไม่จำกัดเวลา
  • การประชุมแบบกลุ่ม จำกัดเวลาไว้ที่ 40 นาที ต่อ 1 ครั้งการประชุม
  • ไม่จำกัดจำนวนครั้งการประชุม
  • มีระบบแจ้งปัญหาการใช้งาน (ticket support)
  • รองรับภาพและเสียงแบบ HD
  • รองรับระบบจับกล้องไปยังผู้พูด (active speaker view)
  • สามารถนำเสนอสื่อประเภทวิดีโอ (video feeds) บนหน้าจอผู้ประชุมได้
  • แชร์หน้าจอเราให้กับผู้ร่วมประชุมอื่นได้ เหมาะสำหรับการนำเสนองาน (presentation)
  • เปลี่ยนภาพพื้นหลัง (background) ของผู้ใช้งานได้
  • รักษาระบบความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัส (encoded) แบบ Secure Socket Layer (SSL) encryption
  • รักษาระบบความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสแบบ AES 256 bits encryption

ขนาดเป็น free package ยังจัดเต็มฟีเจอร์เด็ด ๆ ครบครันขนาดนี้ บอกเลยว่าหากได้ลองใช้ ZOOM แล้วล่ะก็ ท่านจะตกหลุมรักแอปพลิเคชั่นนี้ได้อย่างง่ายดาย

และในบทความฉบับหน้า KODEFIX จะมาแนะนำวิธีการใช้งาน ZOOM และทริค (trick) เด็ด ๆ เพื่อให้การใช้งาน video conference ของท่านสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพโปรแกรม มีความแปลกใหม่ มีสีสันมากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามรับชมนะครับ